OUR PURPOSE

15 Aug

Blog Asean Traveler นี้เพื่อการศึกษาในวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี
(ง 32101) โรงเรียนราชวินิต มัธยม ปีการศึกษา 2555
มีจุดประสงค์เพื่อกลุ่มตัวอย่าง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ห้อง 5 โรงเรียนราชวินิต มัธยม ทั้ง 30 คน (ไม่รวมผู้จัดทำ)
โดยมีตัวชี้วัดเป็นแบบประเมินความพึงพอใจเกี่ยวกับ ข้อมูล, การใช้งาน และ ความสวยงามของ Blog
ทั้งนี้ข้อมูลและรูปภาพบางส่วนทางผู้จัดทำไม่สามารถใส่แหล่งที่มาได้ทั้งหมด ซึ่งขออภัยมา ณ ที่นี่
สุดท้ายนี้ Blog Asean Traveler จะเปิดให้ทดลองใช้และประเมินผลอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป

ขอขอบพระคุณ
คณะผู้จัดทำ

Advertisements

อุทยานแห่งชาติ Alaungdaw Kathapa

2 Aug

Alaungdaw Kathapa Notional Park

เป็นอุทยานแห่งชาติที่รวมถึงอ่างกักเก็บน้ำบนของแม่น้ำ Petpa, Patolon และTaungdwin Petpa แม่น้ำแควเป็นของ Patolon แม่น้ำ Patolon และ Taungdwin ระบายน้ำส่วนตะวันออกและตะวันตกของอุทยานฯ ตามลำดับ

แม่น้ำเหล่านี้ไหลเหนือในหุบเขาสูงชันด้านแยกออกจากกันและกลับจาก หุบเขาที่อยู่ติดกันไปทางทิศตะวันตกและทิศตะวันออกตามแนวเหนือใต้ยาวที่ เพิ่มขึ้นเป็นเอนไซม์จากปี 2000 ถึงกว่า 4000 ฟุต เหล่านี้สันเขาขนานคือชุดของcuestasลักษณะ escarpments ค่อนข้างสูงชันบนใบหน้าตะวันออกที่มีความลาดชันปานกลางในทิศตะวันตกสันเขาที่โดดเด่นเป็นที่รู้จักกันMahudaung เป็นสันเขาทางทิศตะวันออกในสวนสาธารณะและก็ฟอร์มลุ่มน้ำระหว่างหุบเขาตัดสินในวงกว้างของChindwinและ Patolon และ drainages Petpa

ไปทางทิศตะวันตก ทางทิศตะวันตกไกลออกไปเกินกว่า Taungdwin แม่น้ำอีกสันเขาสูง Ponnyadaung, ถึงความสูงของ 4263 ฟุตที่ Hlaingma Taung และรูปแบบพรมแดนด้านตะวันตกของสวนสาธารณะในฤดูฝนน้ำตก ขนาดเล็กจำนวนมากปรากฏอยู่เหนือหุบเขาโดยเฉพาะตามต้นน้ำลำธารของแม่น้ำ Patolon และ Petpa ในฤดูแล้งเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคมของลำธารขนาดเล็กแห้ง มีจำนวนของ น้ำพุยืนต้นที่ให้แม่น้ำสายสำคัญที่ไหลอยู่

หาดฮาปาลี (Ngapali Beach)

2 Aug

หาดฮาปาลี (Ngapali Beach) คือชายหาดที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศพม่าและเป็นจุดหมายปลายทางด้านการ ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งของพม่าอีกด้วย แต่เนื่องจากเหตุผลทางการเมืองของพม่าจึงส่งผลให้สถานที่ท่องเที่ยวสวยๆส่วนใหญ่ไม่เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติมากนัก

โดยชายหาดแห่งนี้อยู่ในเขตพื้นที่ของจังหวัดตั่งตแว(Thandwe) จังหวัดในเขตปกครองของรัฐยะไข่ (Rakhine) รัฐที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของประเทศสหภาพพม่า ชายหาดอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 7 กิโลเมตร (4 ไมล์) โดยชายหาดนั้นทอดยาวขนานไปกับชายฝั่งประมาณ 3 กิโลเมตร (2 ไมล์) และสามารถมองเห็นมหาสมุทร อินเดีย (Indian Ocean) ได้อย่างชัดเจนอีกด้วย

 

สำหรับการหาที่พักในบริเวณหาดหาดฮาปาลีนั้น แน่นอนว่าการที่ได้รับการส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักๆของพม่า ย่อมมีโรงแรมและรีสอร์ทจำนวนหลายแห่งไว้ คอยบริการนักท่องเที่ยวแต่ก็ยังถือว่ามีไม่มากจนเกินไปนัก ซึ่งแต่ละแห่งก็ล้วนมีความแตกต่างกันไปตามคุณภาพของที่พักโดยอาจมีทั้งราคา เบาๆไปจนถึงแพงสุดๆ นอกจากนี้บริเวณชายหาดหาดฮาปาลียังเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวประมง สถานที่ที่คุณจะได้ชมวิถีงชิจความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่น ชมการประมงแบบพื้นบ้าน การตาก ปลาริมชายหาด รวมไปถึงการขนส่งโดยการใช้วัว

วัดมหากันดายงค์ (Maha Gandayon Monastery)

2 Aug

วัดมหากันดายงค์เป็นวัดใหญ่ที่สุดของพม่าที่เมืองอมรปุระ ซึ่งในช่วงเพลจะมีภิกษุสงฆ์นับร้อยรูปเดินเรียงแถวด้วยอาการสำรวมเพื่อรับ อาหารพระพุทธมหามุนี (Mahamui Pagoda )หรือรู้จักกันในนามพระล้างหน้า ที่มีความงดงามตามศิลปกรรมพม่าที่มีลักษณะเป็นพระพุทธรูปสำริดปิดทอง ที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองมาช้านานที่สร้างขึ้นราว ปี พ.ศ 2327

เป็นสถานที่ที่สำคัญรองจากพระธาตุเชเวดากองในกรุงย่างกุ้ง พระราชวังมัณฑะเลย์ของพระเจ้ามินดงและกษัตริย์ สีป่อ พระเจ้าแผ่นดินองค์สุดท้าย พระราชวังมัณฑะเลย์สร้างขึ้นสมัยพระราชามินดง Mindon ราชาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ภายหลังจากมีสงครามระหว่างพม่ากับอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2395เวลานั้นเมืองหลวงอยู่ที่ อมรปุระ Amarapura ซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2325 พระราชามินดงต้องการที่จะหาที่ตั้งของเมืองหลวงที่จะสร้างใหม่หลังสงคราม เพราะเมืองหลวงเก่าได้ซึ่งผ่านสิ่งร้ายๆมา ประกอบกับการยึดมั่นในหลักศูนย์กลางพุทธศาสนา และพระพุทธเจ้าได้ปรินิพพานครบ 2,400 ปี จึงมีรับสั่งให้สร้างเมืองหลวงใหม่ให้เป็น “เมืองสีทอง” Golden City ได้ปรึกษากับพระโหราจารย์ และได้ศุภฤกษ์ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2400 โดยได้วางศิฤาฤกษ์

และต่อมาก็ตั้งผังเมือง โดยฝั่งทางตะวันตกนั้นได้นำชีวิตมนุษย์สังเวย โดยนำชาย หญิง และเด็กจำนวน 52 ชีวิต ฝังไว้ภายใต้เสาหลักเมือง เชื่อว่าวิญญาณของคนเหล่านี้จะปกป้องคุ้มครองเมือง การก่อสร้างเมืองเสร็จสมบูรณ์ในปี 2402 รวมระยะเวลาในการสร้าง 2 ปี เมืองสร้างเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส วัดได้ประมาณ 2,030 เมตร ในแต่ละด้าน พระราชวังตั้งอยู่ตรงกลางจตุรัส มีกำแพงล้อมรอบโดยมีประตู 12 ด้าน ตามจักราศรีพระราชวังโดดเด่นด้วยหอสูง 78 เมตร ซึ่งตั้งเป็นศูนย์กลางของจักรวาลตามความเชื่อ เกี่ยวกับเรื่องไตรภูมิในพุทธศาสนา หลังคาสูงเจ็ดชั้นประดับด้วยทองคำเปลว โดยได้สร้างให้สมเกียรติ กับบัลลังค์สิงโตซึ่งใช้ในการประกอบพิธีกรรมสำคัญๆ เช่นพิธีKadaw เทิดพระเกียรติ ซึ่งจัดขึ้น 3 ครั้งต่อปี

พระราชวังทั้งหมดทำจากไม้ซึ่งนำมาจากวังเดิมที่อมรปุระ พระราชวังตกแต่งด้วยไม้แกะสลักเป็นรูปตามเทพนิยาย รูปดอกไม้และสัญลักษณ์ทางโหราศาสตร์ มีหอนาฬิกาที่ทำจากไม้สักเพื่อเป็นที่สังเกตุการณ์ของทหารเพื่อระวังไฟไหม้ กษัตริย์มินดงได้สวรรค์คตในปี 2421 ต่อมาพระราชวังได้ถูกไฟไหม้วอดวาย ในปี 2488 รัฐบาลพม่าจึงได้บูรณะวังใหม่

พระมหาเจดีย์ชเวดากอง

2 Aug

พระมหาเจดีย์ชเวดากอง หรือ เจดีย์ทองแห่งเมืองดากองหรือตะเกิง (ชื่อเดิมของเมืองย่างกุ้ง) แห่งลุ่มน้ำอิระวดี มหาเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศพม่า มีความสูงถึง 326 ฟุต


• มหาเจดีย์ชเวดากอง : เล่าว่าพระมหากษัตริย์มอญคือพระเจ้าโอกะลาปะ ทรงเลื่อมใสในศรัทธาพระพุทธศาสนา ได้ทรางก่อสร้างองค์พระเจดีย์ชเวดากองขึ้นมาเมื่อกว่า 2000 ปี ก่อน ต่อมาพระมหากษัตริย์มอญและพม่าแทบทุกพระองค์ได้ถือเป็นพระราชภารกิจในการก่อ เสริมองค์พระเจดีย์ให้สูงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนสูงถึง 326 ฟุต กว้าง 1355 ฟุตในปัจจุบัน โดยเฉพาะในสมัยพระนางซินสอบู หรือนางพระยาตะละแม่ท้าวเจ้า กษัตรีมอญผู้ครองเมืองหงสาวดี ได้ทรงริเริ่มธรรมเนียมบริจาคทองคำเท่าน้ำหนักพระองค์เองในการบูรณะพระมหา เจดีย์ นับตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ.1996 (ตรงกับสมัยสมเด็จพระบรมไตยโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา) จนกลายเป็นพระราชพิธีที่ปฎิบัติสืบต่อกันมา
• วันนี้มหาเจดีย์ ชเวดากองมีทองคำโอบหุ้มอยู่เป็นน้ำหนักถึง 1100 กิโลกรัม โดยช่างชาวพม่า จะใช้ทองคำแท้ตีเป็นแผ่นปิดองค์เจดีย์ไว้รอบองค์ หากสังเกตในรายละเอียดจะเห็นรอบต่อของแผ่นทองคำ ซึ่งมิได้ผสานเป็นเนื้อเดียว แต่จะเป็นแผ่นๆ มาเรียกกัน ครั้งเมื่อแผ่นทองหมองคล้ำก็จะถอดหมุดแล้วแกะแผ่นทองออกมาขัดล้างปีละครั้ง เป็นประเพณีสืบเนื่องกันมาตลอด
• สุวรรณฉัตร หรือ ทององค์ใหญ่บนยอดเจดีย์ชเวดากองเคยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเท่าที่มีการ บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์พม่า 3 ครั้ง คือ ครั้งแรก ในปี พ.ศ.2317 รัชสมัยพระเจ้าฉินบูชิน ทรงถวายสุวรรณฉัตรองค์ใหม่ รูปทรงพม่า แทนองค์เดิมที่เป็นรูปทรงมอญ โดยโปรดฯให้ระฆังเงินระฆังทองและทองแดง รวม 600 ใบ และมีเพชรประดับโดยรอบด้วย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ต่อมาเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว เป็นเหตุให้สุวรรณฉัตร หักตกลงมา จึงมีการบูรณะครั้งที่สองในปี พ.ศ.2414 รัชสมัยพระเจ้ามินดง โดยทรงบริจาคพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อสร้างฉัตรใหม่ จนร่ำลือกันว่า ยอดฉัตรแห่งชเวดากองนั้นประดับประดาด้วยเพชรพลอยอัญมณีล้ำค่า คิดเป็นมูลค่ากว่า 62000 ปอนด์ ในสมัยนั้น โดยเฉพาะยอดเจดีย์ประดับระฆังใบเล็กถึง 5000 ใบ ครั้งล่าสุดในปี พ.ศ. 2542 พุทธศาสนิกชนชาวมอญพม่าได้พร้อมใจกันเปลี่ยนสุวรรณฉัตรองค์ใหม่ ถวายพระมหาเจดีย์ชเวดากอง ซึ่งมีผู้มีจิตศรัทธาแห่งแหนมามืดฟ้ามัวดิน ร่วมทำบุญ ถวายปัจจัย บางคนถึงกับถอดแหวนเพชร สร้อยทองเครื่องประดับอัญมณีนานาชนิดประดับสุวรรณฉัตรองค์ใหม่ด้วยแรงศรัทธา สูงส่ง
• รอบๆองค์พระเจดีย์ชเวดากอง เป็นลานกว้างรองรับแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนได้จำนวนมาก บริเวณทางขึ้นทั้งสี่ทิศจะมีวิหารโถง สร้างด้วยเครื่องไม้หลังคาทรงปราสาท ปิดทองล่องชาดประดับกระจกทั้งหลัง ภายในประดิษฐานพระประธานสำหรับให้ประชาชนมากราบไหว้บูชา เพราะชาวมอญและชาวพม่าถือการกราบไหว้บูชาเจดีย์ชเวดากองเป็นนิตย์ จะนำมาซึ่งบุญกุศลอันเป็นหนทางสู่การหลุดพ้นทุกข์โศกโรคภัยทั้งมวล บ้างนั่งทำสมาธิเจริญสติภาวนานับลูกประคำ และบ้างเดินประทักษัณรอบองค์เจดีย์
• นอกจากนี้รอบองค์เจดีย์ยังมีพระประจำวันเกิดประดิษฐานทั้งแปดทิศรวม 8 องค์ หากใครเกิดวันไหนก็ให้ไปสรงน้ำพระประจำวันเกิดตน จะเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

ทิศทั้งแปดของชาวพุทธ
ชาวพม่านับถือทิศทั้งแปดเหมือนกับคนไทย โดยรอบจักรวาลแบ่งเป็น 8 ทิศ ดังนี้คือ
วันอาทิตย์ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีครุฑ
วันจันทร์ ทิศตะวันออก มีเสือ
วันอังคาร ทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีสิงห์
วันพุธ (เช้าหรือกลางวัน) ทิศใต้ มีช้างมีงา
วันพุธ (เย็นหรือกลางคืน) ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีช้างไม่มีงา
วันพฤหัสบดี ทิศตะวันตก มีหนู
วันศุกร์ ทิศเหนือ มีหนูตะเภา
วันเสาร์ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีพญานาค
• พระมหาเจดีย์ชเวดา กองกับความในใจของคนไทย สำหรับคนไทยจำนวนมาก คิดว่าทองและเครื่องอัญมณีมากมายที่องค์พระมหาเจดีย์ชเวดากองคือสิ่งที่กอง ทัพพม่าลอกทองจากวัดวาอารามในกรุงศรีอยุธยา เมื่อครั้งตีกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่สอง แล้วนำมาประดับองค์เจดีย์ชเวดากอง บางคนถึงกับตั้งใจเดินทางไปพิสูจน์ให้เห็นกับตาว่าเท็จจริงประการใด

• ขั้นตอนการบูชาชเวดากอง
1.ไหว้พระประธานที่วิหารโถงทิศใดทิศหนึ่ง โดยสวดมนต์ภาวนา หรือจุดธูปเทียนและถวายดอกไม้ด้วยก็ได้
2.ไหว้พระประจำวันเกิด จุดธูปเทียนถวายดอกไม้
3.สรงน้ำพระเท่าจำนวนอายุ (บวกหนึ่ง)
4.เดินประทักษิณ (วนขวา) ตั้งจิตอธิษฐาน ขอพรรอบเจดีย์หนึ่งรอบ
5.ร่วมบริจาคจตุปัจจัยเพื่อทำนุบำรุงองค์พระเจดีย์ ค้ำจุนพระศาสนา (ตามกำลังศรัทธา)
6.ตีระฆังที่ตั้งไว้รอบพระเจดีย์ (ใบใดใบหนึ่ง) ให้เทพยดาบนสรวงสวรรค์อนุโมทนารับส่วนบุญ (สาธุ)

• ขอแนะนำในการเข้าชมมหาเจดีย์ชเวดากอง
1.ห้ามผู้ชายและผู้หญิงนุ่งกางเกงขาสั้น
2.ห้ามสวมถุงน่อง รองเท้าทุกชนิด (เพื่อเป็นการเคารพสถานที่)
3.นักท่องเที่ยวทุกคนจะต้องชำระค่าเข้าชมคนละ 5 ดอลล่าร์ แล้วต้องติดสติกเกอร์สีประจำวันไว้ที่หน้าอกเพื่อแสดงไว้ว่าได้ชำระค่าเข้าชมแล้ว (หากท่านไม่ติดสติกเกอร์ อาจมีเจ้าหน้าที่มาสอบถามท่านครับ)
4.การเที่ยวชมมหาเจดีย์ชเวดากอง ให้เดินวนทางขวามือ
หมายเหตุ : มหาเจดีย์ชเวดากองเปิดให้เข้าชมได้ทุกวันตั้งแต่ 04.00 น. – 21.00 น.ทุกวัน

ทะเลสาบอินเล

2 Aug

ทะเลสาบอินเล (Inle Lake)เป็นทะเลสาบน้ำจืดตั้งอยู่ในรัฐฉาน อยู่ห่างจากเมืองตองยีประมาณ 25 กิโลเมตร ในประเทศพม่า เป็นทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับสองของพม่า

ทะเลสาบแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มชนที่เรียกตนเองว่า ชาวอินทา (Intha) ชนเผ่านี้อาศัยอยู่ในทะเลสาบอินเลมานานนับร้อยปีแล้ว โดยใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางการทำการเกษตรบนเกาะวัชพืชที่พวกเขาสร้างขึ้นมา เองกลางลำน้ำในทะเลสาบ

การทำประมง ในทะเลสาบเป็นเอกลักษณ์โดยเฉพาะวิธีการหาปลานั้น เรียกได้ว่าไม่มีชาวประมงที่ใดในโลกสามารถเลียนแบบได้ นี่คือหนึ่งในสถานที่มหัศจรรย์ที่ควรไปเยี่ยมเยือน ส่วนในเรื่องของที่พักนั้น จัดได้ว่ามีอยู่หลากหลายมาก เนื่องมาจากบรรยากาศที่ค่อนข้างเย็นสบายและทัศนียภาพทะเลสาบที่สวยงามมาก ทำให้มีบรรดารีสอร์ตต่างๆก่อสร้างขึ้นมากมายบริเวณโดยรอบ

การพายเรือด้วยเท้า เป็นลักษณะอันโดดเด่นเฉพาะตัวของชาวอินตา สาเหตุของการพายเรือด้วยเท้าของชาวอินตา เป็นเพราะว่าปรับการดำรงค์ชีวิตและเพิ่มความสะดวก ให้เข้ากับหลักทางภูมิศาสตร์ของทะเลสาปอินเล การไปดูชาวอินตาพายเรือด้วยเท้าอาจเป็นเหตุผลต้นๆของการไปเที่ยวทะเลสาบอิน เล แต่วิถีชีวิตและธรรมชาติแบบโรแมนติก

ทะเลสาบอินเล มีพื้นที่ประมาณ 116 ตร.ก.ม. มีความลึกประมาณ 2 – 8 เมตร ( พื้นที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างตามฤดู ) มีความสวยงามตามธรรมชาติ เป็นแรงดึงดูดที่สำคัญดึงให้นักท่องเที่ยวมาเยือน ผืนน้ำกว้างใหญ่และวิวทิวเขาอันสวยงาม รวมทั้งเสน่ห์วิถีชีวิตของชาวอินตาที่เรียบง่าย


ทะเลสาปอินเล มหัศจรรย์ของการเกษตรกรรมลอยน้ำ เป็นภูมิปัญญาของชาวอินตาที่รู้จักดึงเอาธรรมชาติรอบตัว มาใช้เป็นประโยชน์ได้อย่างอย่างสูงสุดและเหมาะสม แปลงผักในทะเลสาบเกิดจากการตัดเอาหญ้าวัชพืชและสาหร่ายในทะเลสาปที่เอามาดัด แปลงทำเป็นแปลงเกษตรลอยน้ำ
ทะเลสาบอินเล เป็นที่ตั้งของชุมชนกลางน้ำขนาดใหญ่ ชาวบ้านมีอาชีพเกษตรกรรมทั้งเพาะปลูกและประมง และมีสินค้าหัตถกรรม ขนาดเล็ก เช่นการทอผ้า ตีเหล็ก บุหรี่ และอีกส่วนหนึ่งก็มีรายได้จากการบริการท่องเที่ยว บ้านเรือนของชาวอินตา ก็ล้วนแต่ปลูกหลักปักเสาลงในทะเลสาบ และอยู่ใกล้กับแปลงเกษตรลอยน้ำของพวกเขานั่นเอง

ทุ่งไหหิน

2 Aug

ทุ่งไหหิน : “ดินแดนแห่งไหปริศนา” เชียงขวาง   

ทุ่งไหหิน เมืองโพนสะหวัน แขวงเชียงขวาง ความมหัศจรรย์ของภาชนะมีรูปทรงคล้ายไหทำด้วยหินทรายมีขนาดใหญ่มากมาย กระจัดกระจายอย ไหบางไหมีการพบโครงกระดูกมนุษย์ในไห หรือพบลูกปัดจากจีน เครื่องประดับของชนเผ่าไท และรูปสำริดของเวียตนาม จึงทำให้กลายเป็นไหปริศนามาถึงทุกวันนี้ โดยทุ่งไหหิน เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของเมืองเชียงขวาง ชาวบ้านไปพบเข้าระหว่างไปหาของป่าและล่าสัตว์ ซึ่งภาชนะมีรูปทรงคล้ายไหทำด้วยหินทรายนี้มีขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ น้ำหนักมากที่สุดถึง 15 ตันและใบที่เล็กที่สุดหนักประมาณ 40 – 50 กิโลกรัมกระจัดกระจายอยู่ในระแวกของเมืองโพนสะหวัน จึงเรียกที่นี่ว่าทุ่งไหหินและยังมีทุ่งไหหินที่อื่นๆอีกในเมืองเชียงขวางอีกหลายแห่งด้วยกัน ไหหินส่วนใหญ่สกัดมาจากหินทรายที่หาง่ายในท้องถิ่น แต่มีอยู่หลายใบที่มีร่องรอยการชักลากมาจากที่อื่น บางไหมีลักษณะสกัดยังไม่เสร็จก็มี นอกจากนี้ยังค้นพบโครงกระดูกมนุษย์ในไหบางลูก ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันการใช้หินในพิธีศพได้อย่างดีส่วนแผ่นหินกลมๆคล้ายฝาปิดซึ่งพบอยู่ใกล้ๆ กับไหหินนั้นน่าจะเป็นแผ่นหินที่ใช้ปิดไหหินในขณะประกอบพิธีเสร็จสิ้นรอบๆไหหินพบลูกปัดจากจีน เครื่องประดับของชนเผ่าไท และรูปสำริดของเวียตนาม

จึงพอจะคาดเดาได้ว่าชนเผ่าที่สร้างไหหินขึ้นมานี้จะต้องมีความเจริญและอารยธรรมสูง นักโบราณคดีรุ่นหลังๆลงความเห็นว่า เจ้าของอารยธรรมชิ้นนี้ อาจจะเป็นฝีมือของพวกจามในเวียตนามที่ล่มสลายไปแล้ว หรือเป็นฝีมือของชาวลาวเทิง ที่อาศัยอยู่ในแขวงอัตตะปือ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศลาว ติดกับชายแดนประเทศกัมพูชา สำหรับทุ่งไหหินนี้ถนนเข้าถึงสะดวก ในเมืองโพนสะหวัน แขวงเชียงขวาง ซึ่งทางรัฐบาลได้กู้ระเบิดออกหมดแล้ว มีอยู่สามกลุ่มด้วยกันคือ

• ไหหินกลุ่มที่ 1 ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองโพนสะหวัน ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ไปทางเมืองคูนเมืองหลวงเก่า ระยะทางประมาณ 7.5 กิโลเมตร มีไหหินกระจัดกระจายอยู่ในทุ่งหญ้าประมาณ 200 ใบและมีขนาดใหญ่กว่าในกลุ่มอื่นๆ ใบใหญ่ที่สุดตั้งอยู่เนินเขาทางด้านขวามือ ปากไหหันหน้าไปทางสนามบินทุ่งไหหินบริเวณที่ตั้งไหหินนี้เป็นจุดชมวิวที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งเพราะสามารถมองเห็นสนามบินทุ่งไหหิน กองบัญชาการกองทัพอากาศลาว ตัวเมืองโพนสะหวัน ส่วนทางด้านขวามือจะมีบันไดปูนเดินลงไปยังทุ่งไหหินอีกจุดหนึ่ง ซึ่งมีมากกว่าในจุดชมวิวแห่งนี้ ถ้ามองจากจุดชมวิวไปทางซ้ายมือจะแลเห็นจำนวนนับสิบๆใบวางเรียงรายอยู่เต็มทุ่งหญ้า ถัดมาทางด้านซ้ายมือของทุ่งไหหินจะพบถ้ำแห่งหนึ่งมีแสงแดดสาดส่องลงมา ภายในถ้ำมีลักษณะเป็นปล่องมีความสูงประมาณ 60 เมตร

ลักษณะภายในถ้ำไม่ลึกมากนัก สามารถบรรจุคนได้ 50 –60 คน ถ้ำแห่งนี้เคยใช้เป็นที่หลบภัยสงครามของชาวเมืองเชียงขวางยามเมื่อเครื่องบินมาทิ้งระเบิด พร้อมกับใช้เป็นคลังเก็บอาวุธและเชื้อเพลิงเมื่อสงครามอินโดจีนที่ผ่านมา บริเวณโดยรอบทุ่งไหหินบนจุดชมวิวจะพบร่องรอยการขุดสนามเพลาะเป็นแนวยาวเพื่อป้องกันการโจมตีทางอากาศ และหลุดระเบิดขนาดใหญ่หลายหลุม ตลอดจนร่องรอยที่ไหหินแตกกระจายอันเป็นผลมาจากฝูงเครื่องบิน บี 52 ของอเมริกา
• ไหหินกลุ่มที่ 2 คือกลุ่มไหหินภูสลาโต อยู่ถัดมาจากเมืองโพนสะหวันลงมาทางทิศใต้ ประมาณ 25 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่เนินเขาสองลูกจะมองเห็นไหหินกระจัดกระจายอยู่ในทุ่งหญ้าประมาณ 94 ใบ
• ไหหินกลุ่มที่ 3 กลุ่มไหหินลาดค่าย อยู่ถัดลงมาจากกลุ่มไหหินภูสลาโต ราว 10 กิโลเมตร ประกอบด้วยไหหินประมาณ 150 ใบกระจายอยู่บนเนินเขาลูกเล็ก มองลงมาแลเห็นวิวที่ราบของท้องทุ่งท้องนาของหมู่บ้านเชียงดี ซึ่งอยู่บนเนินเขาลูกต่อไปได้อย่างชัดเจน


• สถานที่ตั้ง ห่างจากเมืองโพนสะหวันเมืองหลวงใหม่ของแขวงเชียงขวางประมาณ 5 กิโลเมตร
• ค่าเข้าชม คนละ 10,000 กีบ
• เปิดเวลาเข้าชม ตั้งแต่เวลา 06.00 – 17.30 น.

 

มหานทีสีพันดอน

2 Aug

มหานทีสีพันดอน รู้จักในนามทั่วไปว่า มหานที สี่พันดอนเพราะจำนวนอันมากมายของเกาะแก่งอันนับไม่ถ้วนที่ทอดยาวบนลำน้ำโขง การชมเกาะแก่งต่าง ๆ เราสามารถมองเห็นเกาะแก่งต่าง ๆ ได้ตอนนั่งเรือข้ามฟากไปดอนคอน ดอนเดช และจากดอนคอน ดอนเดช เราสามารถมองเห็นเกาะแก่งต่าง ๆ ได้จากมุมสูงที่ทอดตัวตามลำน้ำโขง และที่ดอนคอนเราสามารถเดินทางไปชมน้ำตกหลี่ผีอันเลื่องชื่อได้

การเดินทาง

จาก จ.อบลราชธานี ในประเทศไทย ด่านตม. ตรงช่องเม็ก ข้ามสะพานญี่ปุ่น-ลาว ไปยังปากเซเป็นระยะทางประมาณ 40 กม. จากนั้นใช้เส้นทางหมายเลข 13 ให้เลี้ยวตรงหลักกม.ที่ 8 เพื่อไปทางน้ำตกคอนพะเพ็ง-หลี่ผี (เป็นทางลาดยางตลอด) ขับตรงมาตรงประมาณหลักกม.ที่ 147 จะมีป้ายบอกไปดอนโขง ให้เลี้ยวขวา จากนั้นขับมาให้สุดทางจะเป็นทางลูกรังประมาณอีก 3 กม. จะถึงท่าเรือบ้านนากะสัง ท่านสามารถลงเรือข้ามฟากเพื่อไปดอนคอน – ดอนเดช (คนละประมาณ 15,000 กีบ ไป-กลับ)

วังเวียง

2 Aug

วังเวียง “กุ้ยหลินเมืองลาว” เมืองที่เต็มไปด้้วยธรรมชาติ ทิวเขา สายน้ำซอง ไร่นาแบบขั้นบันได และหมู่บ้านชนพื้นเมืองเผ่าต่างๆ ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติต่างหลงไหลแวะเวียนกันมาท่องเที่ยวอย่างไม่ขาดสาย

วังเวียงเป็นเมืองแห่งธรรมชาติ ทัศนียภาพอันงดงามตระการตาของทิวเขา ไร่นาแบบขั้นบันได และหมู่บ้านชนพื้นเมืองเผ่าต่างๆ ของลาว เช่น ลาวสูง ลาวเทิง ลาวม้ง ไทลื้อ ชมความยิ่งใหญ่ของขุนเขาที่เต็มไปด้วยป่านานาพันธุ์ที่ขึ้นตามธรรมชาติ ระหว่างทางชมผาตั้ง ซึ่งเป็นภูเขาลูกเดียวที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยว ด้านหน้าของภูเขามีน้ำซองไหลผ่าน ภูเขารูปร่างแปลกตา สลับซับซ้อนสวยงามยิ่ง นักท่องเที่ยวต่างขนานนามว่า “กุ้ยหลินเมืองลาว”


ที่ตั้ง ตัวเมืองวังเวียง ตั้งอยู่ริมแม่น้ำซอง ห่างจากเมืองหลวงกรุงเวียงจันทน์ 154 กิโลเมตร และห่างจากเมืองหลวงพระบาง 210 กิโลเมตร ล้อมรอบด้วยเทือกเขาสูง มองเห็นสายน้ำกว้างสลับเนินทราย โดยมีเทือกเขาหินปูนเป็นฉากหลัง และได้ฉายาว่า กุ้ยหลินแห่งเมืองลาว เป็นแหล่งท่องเที่ยงของประเทศลาว ท่านสามารถเพลิดเพลินกับธรรมชาติระหว่างทาง

ประตูชัยลาว

2 Aug

ประตูชัย เวียงจันทร์ : “อนุสรณ์สถานเพื่อระลึกถึงประชาชนชาวลาวผู้เสียสละชีวิตในสงคราม”

• สถานที่ตั้ง อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเวียงจันทร์
• ค่าเข้าชม ผ่านประตูคนละ 2,000 กีบ
• เปิดเวลาเปิดเข้าชม ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.


• ประตูชัย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเวียงจันทน์บนถนนล้านช้างไปสิ้นสุดที่บริเวณประตูชัย สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2512 เป็นอนุสรณ์สถานเพื่อระลึกถึงประชาชนชาวลาวผู้เสียสละชีวิตในสงครามก่อนหน้าการปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์ ประตูชัยแห่งนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า รันเวย์แนวตั้ง เพราะการก่อสร้างประตูชัยแห่งนี้ ใช้ปูนที่อเมริกาซื้อเพื่อนำมาสร้างสนามบินใหม่ในนครเวียงจันทน์ในระหว่างสงครามอินโดจีน แต่ไม่ทันได้สร้างเพราะอเมริกาแพ้สงครามในอินโดจีนเสียก่อน จึงนำปูนซีเมนต์มาสร้างประตูชัยแทน ลักษณะสถาปัตยกรรมได้รับอิทธิพลของประตูชัยในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เจ้าอาณานิคมในสมัยนั้น แต่ลักษณะสถาปัตยกรรมก็ยังมีเอกลักษณ์ของลาวปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูปศิลปะลาว ภาพเรื่องราวมหากาพย์รามายณะ แบบปูนปั้นใต้ซุ้มประตูโค้งของประตูชัย บันไดวันให้ขึ้นไปชมทิวทัศน์ของนครเวียงจันทน์ บนยอดของประตูชัยอีกด้วย ตลอดบันไดวนของประตูชัยจะแบ่งออกเป็นชั้นๆ ซึ่งแต่ละชั้นจะมีร้านจำหน่ายของที่ระลึก
เปิดให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นชมวิวทิวทัศน์ทุกวัน