Archive | Socialist Republic of Vietnam RSS feed for this section

เจดีย์เทียนมู่

2 Aug

• เมืองเว้ อดีตนครจักรพรรดิหรือพระราชวังที่จักรพรรดิยาลอง องค์ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์เหวียนเป็นผู้สถาปนาขึ้น เมืองแห่งนี้ได้รับการบันทึกไว้หลังจากอาณาจักรจามปาล่มสลายลง
เดิมเมืองเว้นั้นเป็นเมืองเล็กๆที่ตั้งอยู่ใจกลางของประเทศเวียดนาม อยู่ในความปกครองของขุนนางเหวียนฮวาง (Nguyen Hoang) ในแผ่นดินของราชวงศ์เล แต่ราชวงศ์ปกครองได้ไม่นานก็เกิดสงครามแบ่งแยกดินแดนขึ้น ทางตอนเหนือตกไปอยู่ในการปกครองของขุนนางตริงห์ และทางตอนใต้ตกอยู่ในการปกครองของขุนนางเหวียน ต่อมาได้ขัดแย้งกันและได้เกิดสงครามขึ้นมา พี่น้องตระกูลเตยเซินก่อกบฏขึ้นและยึดเวียดนามได้ทั้งหมด เหวียนฉวางหรือที่คนไทยรู้จักพระองค์ในชื่อว่า องเชียงสือ ซึ่งเป็นผู้ปกครองเวียดนามใต้อยู่ในขณะนั้น จึงได้ลี้ภัยมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกนานถึง 4 ปีแล้วกลับมาปราบกบฏลงได้ในปี พ.ศ. 2345 และรวบรวมดินแดนทางตอนเหนือและตอนใต้เข้าไว้ด้วยกัน โดยเรียกชื่อเสียใหม่ว่า เวียดนาม พร้อมกับสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิยาลองแห่งราชวงศ์เหวียนขึ้นปกครองเมืองเว้ซึ่งเป็นราชธานี


แต่หลังจากที่พระเจ้ายางลองปกครองเวียดนามได้เพียง 33 ปี ฝรั่งเศสก็บุกเข้าโจมตีเมืองเว้ ในช่วงนี้จักรพรรดิผลัดกันขึ้นสู้บัลลังก์ในช่วงสั้นๆ การเดินขบวนต่อต้านฝรั่งเศสและการต่อสู้กับจักรพรรดินิยมถูกติดตามมาด้วยการยึดครองของญี่ปุ่นในมหาสงครามเอเชียบูรพาเมื่อปี พ.ศ. 2488 และในสิงหาคมปีเดียวกันนี้เองที่พระเจ้าเบ๋าได่ ได้สละราชสมบัติเป็นอันสิ้นสุดราชวงศ์เหวียน ต่อมาเมืองเว้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเวียดนามใต้ตามการแบ่งประเทศออกเป็น 2 ส่วน และได้เสื่อมสลายลงภายใต้การปกครองของรัฐบาลโงดิงห์เดียม นครแห่งจักรพรรดิต้องประสบกับความเสียหายอย่างหนัก ระหว่างการบุกเข้าโจมตีของเวียดกงในช่วงเทศกาลเต็ดเมื่อปี พ.ศ. 2511 ซึ่งก่อให้เกิดความเดือดร้อนไปทุกเมืองในเวียดนามใต้ และเหตุการณ์ครั้งนั้นเองก็ส่งผลให้สหรัฐอเมริกาถอนกองกำลังออกจากเวียดนาม และในที่สุดก็ทำให้เวียดนามเหนือลงมายึดเวียดนามใต้และรวมกันเป็นหนึ่งได้สำเร็จ
แม้ว่าเมืองเว้จะได้รับความเสียหายจากพิษภัยของสงครามลงไปบ้าง แต่ก็ยังคงหลงเหลือร่องรอยแห่งความเจริญรุ่งเรืองของนครจักรพรรดิอยู่อีกไม่น้อยเช่นกัน แต่ละแห่งล้วนมีเรื่องราวน่าสนใจมากมายให้นักเดินทางได้เข้าไปเยี่ยมชม ตั้งแต่พระราชวัง สุสานจักรพรรดิ ตลอดตนแม่น้ำหอม แม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านใจกลางเมืองและด้วยความเจริญรุ่งเรืองในอดีต โบราณสถานอันงดงามและทรงคุณค่า วัฒนธรรมที่มีแบบฉบับของตนเอง เว้จึงได้รับการยืนยันจากองค์การยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี พ.ศ. 2536 สิ่งเหล่านี้เองที่เป็นมนต์เสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาเยี่ยมเยือนเมืองมรดกโลกริมแม่น้ำหอมที่ไม่ได้สูญหายไปพร้อมกับกาลเวลาแห่งนี้

• สถานที่ตั้ง: เมืองเว้ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศ เชื่อมโยงเขตอันอุดมสมบูรณ์อันกว้างใหญ่ขิงดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงทางภาคใต้ และดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดงทางภาคเหนือ อยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลประมาณ 12 กิโลเมตร มีพรมแดนติดกับลาวทางภาคตะวันตก อดีตเคยเป็นเมืองหลวงของประเทศเวียดนามตั้งแต่ พ.ศ. 2345 – พ.ศ. 2488 และเมืองนี้ก่อตั้งโดยกษัตริย์ราชวงศ์เหวียน แม้ว่าความเก่าแก่จะไม่เท่ากับเมืองหลวงอย่างฮานอยที่มีอายุเก่าแก่กว่า 900 ปี แต่เมืองเว้กลับยังคงรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและโบราณสถานอันสง่างามไว้ได้อย่างดี จึงไม่น่าแปลกใจเลยหากชาวเวียดนามจะกล่าวว่า หากอยากรู้จักเวียดนามต้องมาเยือนเมืองนี้ โดยแหล่งท่องเที่ยวสำคัญส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ริมแม่น้ำหอมที่ไหลผ่านกลางเมือง

การเดินทางจากประเทศไทย
• ทางรถยนต์ : จากตัวอำเภอในจังหวัดมุกดาหาร ข้ามแม่น้ำโดขงมายังแขวงสะหวันนะเขตในประเทศลาว จากนั้นให้นั่งรถประจำทางบริเวณนั้นสถานีขนส่งแขวงสะหวัดนะเขต มาตามทางหลวงหมายเลข 9 ไปยังด่านลาวบ่าวพรมแดนประเทศเวียดนามระยะทาง 250 กิโลเมตร เข้าสู่ประเทศเวียดนาม จากนั้นนั่งรถอีก 160 กิโลเมตร โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ก็จะถึงตัวเมืองเว้ ประเทศเวียดนาม รวมระยะทางทั้งหมดจากจังหวัดมุกดาหารไปยังเมืองเว้ประมาณ 410 กิโลเมตร
• ทางอากาศ : ปัจจุบันยังไม่มีสายการบินใดเปิดให้บริการสู่เมืองเว้ คุณต้องใช้บริการของสายการบิน พีบี. แอร์ เพื่อมาลงยังสนามบินนานาชาติดานัง ประเทศเวียดนาม จากนั้นต้องเดินทางต่อด้วยรถโดยสารประจำทางจากสถานีขนส่งเมืองดานัง ไปยังเมืองเว้ ระยะทางประมาณ 108 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง
• การเดินทางภายในเมืองเว้
• ทางบก : สำหรับพาหนะในการเที่ยวชมเมืองเว้ มีให้บริการอยู่หลายประเภทตั้งแต่ จักรยานที่มีให้เช่าตามโรงแรมใหญ่ๆ ราคาประมาณ 1 US$ ต่อวันเหมาะสำหรับผู้ที่จ้องการเที่ยวชมเมืองเว้ในบรรยากาศส่วนตัว ส่วนรถจักรยานยนต์นั้นมีให้เลือกทั้งแบบ เหมาเช่าขี่เองในราคา 50,000-70,000 ดองต่อวัน หรืออาจจะเลือกใช้บริการมอเตอร์ไซด์รับจ้างที่มีให้บริการอยู่ตามตัวเมืองและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ก็สะดวกเช่นกัน ส่วนสามล้อถีบ หรือที่ชาวเวียดนามเรียกว่า ซิโคล่ ดูจะเป็นพาหนะยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเวียดนาม เพราะคุณจะได้ชมทิวทัศน์ตัวเมืองอย่างใกล้ชิด โดยมีคนให้บริการปั่นอยู่ด้านหลังแนะนำให้ตกลงเรื่องสถานที่และเวลาให้เรียบร้อยก่อนออกเดิน
• ทางน้ำ : สำหรับท่านที่มาเยี่ยมเยือนเมืองมรดกโลกริมแม่น้ำหอม สิ่งหนึ่งที่คุณไม่ควรพลาดคือการได้นั่งเรือล่องแม่น้ำหอม มีให้เลือกทั้งโปรแกรมล่องเรือชมสุสานจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เหวียนและเจดีย์เทียนมู่ ซึ่งค่อนข้างใช้เวลาในการเยี่ยมชมเพราะแต่ละแห่งอยู่ไกลกัน แต่สำหรับผู้ที่มีเวลาน้อยอาจจะใช้บริการล่องเรือเพื่อชมวิวทิวทัศน์สองฝากฝั่งเพียงอย่างเดียวก็ได้
• ส่วนโปรแกรมท่องเที่ยวทางน้ำที่ดูเหมือนจะเป็นที่นิยมในการท่องเที่ยวคือการล่องเรือลำน้ำหอมที่มีให้บริการในยามเย็น โดยเรือจะไม่ล่องไปไกลเหมือนในตอนกลางวัน แต่จะล่องไปตามสายน้ำหอมเอื่อยๆ ท่ามกลางศิลปินนักร้องนักดนตรีที่มาบรรเลงเพลงพื้นเมืองให้ฟังกันสดๆด้วยเครื่องดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ของเวียดนาม โดยเรือจะมีให้บริการอยู่บริเวณริมแม่น้ำหอมใกล้ๆกับสะพานข้ามแม่น้ำหอมที่อยู่ใจกลางเมือง

 

สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญในนครเว้

• วัดเทียนมู่ (Thien Mu Pagoda)
วัดเทียนมู่ ตั้งอยู่ฝั่งซ้ายของริมแม่น้ำหอมทางไปสุสานของพระเจ้ามิงห์หม่าง วัดแห่งนี้นับเป็นศูนย์กลางทางพุทธศาสนานิกายเซน จุดเด่นที่สุดของวัดแห่งนี้คือ เจดีย์ทรงเก๋ง 8 เหลี่ยม สูงลดหลั่นกัน 7 ชั้น แต่ละชั้นเป็นตัวแทนของชาติภพต่างๆ ของพระพุทธเจ้า ส่วนทางฝั่งซ้ายและขวาเป็นที่ตั้งของศิลาจารึกและระฆังสำริดขนาดใหญ่หนักถึง 2,000 กิโลกรัม ถัดมาทางด้านหลังของเจดีย์เป็นประตูทางเข้าสู่บริเวณภายในวัด มีรูปปั้นเทพเจ้า 6 องค์ คอยยืนเฝ้าปกป้องไม่ให้ความชั่วร้ายเข้ามาเยือนและวัดแห่งนี้เองมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และการเมืองในช่วงยุคหลังของเวียตนาม เมื่อพระภิกษุทิกกวางหยุก เจ้าอาวาสของวัดเทียนมู่ได้ใช้รถออสตินสีฟ้าคันเล็กเป็นพาหนะไปเผาตัวเองที่กลางกรุงไซ่ง่อนหรือโฮจิมินห์ซิตี้ในปัจจุบัน ในช่วงสายของวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2506 เพื่อประท้วงการบังคับให้ประชาชนไปนับถือศาสนาคริสต์และการฉ้อราษฎร์บังหลวงของรัฐบาลโงดินห์เดียมที่เป็นคาทอลิก

Advertisements

ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม (Hoan Kiem)

2 Aug

ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม

ทะเลสาบแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองเก่าฮานอย สำหรับนักเดินทางที่มาเยือนฮานอย ซึ่งไม่ได้มากับบริษัททัวร์ส่วนใหญ่นิยมหาที่พักในบริเวณเมืองเก่า ที่เปรียบได้กับถนนข้าวสารของเมืองไทย เพราะมีเกสต์เอาส์และโรงแรมราคาประหยัดมากมาย มีเอเย่นต์ทัวร์สำหรับเลือกซื้อแพ็คเก็จทัวร์หรือตั๋วเดินทางภายในประเทศทั้งทางรถบัส รถไฟ เครื่องบิน และยังมีร้านจำหน่ายอาหารประเภทพื้นเมืองและตะวันตกมากมาย และร้านขายของที่ระลึก


ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่าครั้งอดีตพระเจ้าเลไทโต (Le Thai Yo) ได้นำดาบวิเศษซึ่งนำมาต่อสู้กับพวกหมิงจนสามารถปลดปล่อยประเทศให้อิสระแล้ว พระองค์ทรงเรือไปกลางทะเลสาบเพื่อคืนดาบวิเศษให้กับเต่าศักดิ์สิทธิ์ และกล่าวกันว่าเต่าได้ขึ้นมาฉกดาบไปจักพระหัตถ์ของพระองค์ แล้วหายไปในทะเลสาบ อันเป็นเหตุให้ทะเลสาบแห่งนี้มีชื่อว่า ทะเลสาบคืนดาบ


หากมองไปกลางทะเลสาบจะเห็นเจดีย์โบราณโผล่ขึ้นพ้นน้ำ สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 18 มีชื่อเรียกว่า ทาพรัว (Thap Rua) ซึ่งหมายถึง หอคอยเต่าและในปัจจุบันยังมีหลายคนบอกว่าเห็นเต่าขนาดใหญ่อยู่ในทะเลสาบแห่งนี้ โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนฤดูกาล

ฮานอย

2 Aug

ฮานอยเคยเป็นเมืองหลวงเก่าแก่ของเวียตนามตั้งแต่ปี พ.ศ. 1553 มีอายุ 1,000 ปี ซึ่งเป็นปีที่จักรพรรดิลีไทโด ทรงสถาปนาพระราชวังทังลองขึ้น ณ ดินแดนแห่งนี้ ตลอดช่วงเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงชื่อเมืองอีกหลายครั้ง ฮานอย แปลว่า เมืองบนฝั่งโค้งของแม่น้ำ นับเป็นเมืองหลวงที่มีขนาดเล็กที่มีความสวยงามมากตลอดสองฟากถนนเราสามารถเห็นตึกสไตล์โคโลเนียลอยู่เรียงรายสองข้างทาง


ฮานอย ในภาษาเวียดนาม ฮา แปลว่า แม่น้ำ นอย แปลว่า ข้างใน ฮานอยตั้งอยู่ใจกลางสันดอนลุ่มแม่น้ำแดงในภาคเหนือของประเทศ มีทะเลสาบน้อยใหญ่ถึง 18 แห่ง มีทะเลสาบประจมเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุด และมีทะเลสาบใจกลางกรุงที่ขึ้นชื่ออย่าง โฮฮว่านเกี๋ยม นับเป็นเมืองหลวงขนาดเล็กที่มีเสน่ห์ไม่แพ้เมืองหลวงของประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชีย ดังนั้น เมื่อคุณเดินทางมาถึงฮานอยจุดแรกที่ควรไม่ควรพลาดคือการไปริ่มต้นที่ ทะเลสาบโฮฮว่าเกี๋ยม ซึ่งเป็นย่านการค้าที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง มีถนนสายเล็กๆ 36 สายตัดสลับกันไปมา ชาวเวียตนามเรียกถนนสายนี้ว่า บาเมื่อยซัวโฟเฟือง แปลว่า 36 ถนน ชาวต่างชาติจะรู้จักกันในชื่อ โอลด์ควอเตอร์ หรือถนน 36 สาย บรรยาศของตลาดนี้คล้ายกับเยาวราชในประเทศไทย และมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ทั้งโรงแรม เกสต์เฮาส์ บริษัทนำเที่ยว ร้านอินเตอร์เน็ต ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ใจกลางเมืองซึ่งเป็นย่านเก่าในเมืองฮานอย และห่างจากกรุงฮานอยมาทางทิศเหนือระยะทางประมาณ 160 กิโลเมตร ยังเป็นที่ตั้งของมรดกโลกทางธรรมชาติที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกอย่างอ่าวฮาลอง ทะเลสาบที่มีเนื้อที่กว่า 4,000 ตารางกิโลเมตร มีเกาะหินปูนน้อยใหญ่ที่ถูกกัดเซาะจากคลื่นลมในท้องทะเลเป็นเวลากว่าพันปี จนเกิดหินปูนรูปทรงสวยงาม วางเรียงรายอยู่บนผืนน้ำมากกว่า 1,000 เกาะ บรรยากาศเหมือนอ่าวพังงาในประเทศไทย

• การเดินทางจากประเทศไทย
ทางรถยนต์ จากกรุงเทพฯ ใช้บริการรถโดยสารประจำทางไปยังจังหวัดหนองคาย จากนั้นข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว เดินทางไปยังนครเวียงจันทน์ มีรถโดยสารเดินทางจากนครเวียงจันทน์ไปยังกรุงฮานอย ประเทศเวียตนาม จอดอยู่ตรงข้ามดับโรงแรมเจริญชัย ติดกับสถานทูตอเมริกา วันละ 1 เที่ยว คือ เวลา 18.00 น. ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 15 – 16 ชั่วโมง ส่วนขากลับมีรถโดยสารประจำทางออกจากหน้าสถานทูตลาวในกรุงฮานอยกลับนครเวียงจันทน์อีกวันละหนึ่งเที่ยวเช่นกัน
ทางอากาศ ปัจจุบันมีสายการบินไทย สายการบินไทยแอร์เอเชีย และสายการบินเวียดนาม แอร์ไลน์ ให้บริการเยวบินสู่สนามบินฮานอย

• การเดินทางท่องเที่ยวภายเมืองฮานอย
พาหนะในการเดินทางเที่ยวชมเมืองฮานอยนั้นมีหลากหลายประเภท ทั้ง จักรยาน พาหนะยอดนิยมของนักท่อเที่ยวในการขี่เที่ยวชมรอบตัวเมือง สามารถหาเช่าได้ตามโรงแรมในประราคาประมาณ 10,000 ดอง/วัน หรือถ้าจะนั่งเที่ยวชมแบบสบายๆ ก็มีบริการของซิโคล่สามล้อถีบที่เราต้องนั่งอยู่ด้านหน้า และคนให้บริการปั่นจักรยายอยู่ด้านหลัง มีให้เลือกทั้งแบบนั่งชมรอบเมืองในราคาประมาณ 5,000 ดอง/คน หรือจะเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ราคาตามแต่จะตกลง
ข้อแนะนำในการนั่งซิโคล่ในเมืองฮานอย คือ คุณควรจะตกลงสถานที่ท่องเที่ยวและราคาให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทาง ทางที่ดีควรพกแผนที่ตัวเมืองฮานอยติดตัวไปด้วย เพื่อบอกให้คนขับรู้จุดหมายปลายทาง จะได้ไม่ต้องมีปัญหาในเรื่องของภาษาที่ใช้ในการสื่อสานเพราะชาวฮานอยส่วนใหญ่จะพูดภาษาอังกฤษได้น้อยกว่าเมืองโฮจิมินห์

ฮาลองเบย์

2 Aug

มหัศจรรย์แห่งอ่าวมังกรตกน้ำ (มรดกโลกทางธรรมชาติเวียดนาม)


• สำหรับอ่าวฮาลอง หรือ ฮาลองเบย์ นั้นได้ตามนิทานปรัมปราของชาวเวียดนาม ที่กล่าวถึงมังกรโบราณซึ่งเคยร่อนมาลงในอ่าวนี้เมื่อครั้งดึกดำบรรพ์ และชื่อของฮาลอง ก็แปลได้ว่า มังกรร่อนลง จากความสวยงามและสมบูรณ์ของอ่าวฮาลอง ทำให้ที่นี่ประกาศได้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ จากองค์กรยูเนสโก ในปี พ.ศ. 2537 ซึ่งเป็นเสมือนประกาศนียบัตรที่ใครเห็นต่างเชื่อถือ จึงทำให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนประเทศเวียตนาม ต้องล่องเรือมาชมอ่าวฮาลองเพื่อสัมผัสกับความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ
• ที่ตั้ง : อ่าวฮาลองตั้งอยู่ในจังหวัดกว่างนิงห์ (Quang Ninh) ตั้งอยู่ทางเหนือของกรุงฮานอย เป็นอ่าวแห่งหนึ่งในพื้นที่ของอ่าวตังเกี๋ยทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม ใกล้ชายแดนติดต่อกับประเทศจีน มีพื้นที่ทั้งหมด 1,500 ตารางกิโลเมตร และมีชายฝั่งยาว 120 กิโลเมตร


• การเดินทาง : จากฮานอย มีรถบัสไปยังเมืองฮาลอง ซึ่งห่างออกไป 160 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง และจากสถานีรถบัสไปท่าเรืออ่าวฮาลองอีก 15 นาที จากนั้นไปต่อเรือที่ท่าเรือเฟอรี่ ซึ่งจะมีเรือไปยังเกาะกั๊ตบา (Cat Ba Island) หรือจากฮานอยนั่งรถลงมาที่จังหวัดไฮฟอง (Haiphong) จากสถานีรถบัสไปท่าเรือใช้เวลา 10 นาที มีเรือไฮโดรฟรอยไปยังเกาะกั๊ตบา ใช้เวลา 2 ชั่วโมง
• ลักษณะทั่วไปของอ่าวฮาลอง คล้ายๆกับ อ่าวพังงา หรือเกาะต่างๆ ในประเทศไทย แต่อ่าวฮาลองจะเต็มไปด้วยเกาะกว่า 3,000 เกาะ และมีเนื้อที่กว่า 4,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอ่าวตังเกี๋ยทะเลจีนใต้


• เรือท่องเที่ยวในอ่าวฮาลอง ส่วนใหญ่เป็นเรือขนาดกลางมีห้องพักบนเรือ และมีการสร้างหัวมังกรไว้ที่หัวเรือ แต่มีบางลำได้สร้างเป็นลักษณะของเรือใบย้อนยุค เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกลิ่นอายแห่งการเดินเรือในอดีต เมื่อเรือออกจากท่าไม่นานก็เข้าสู่ดินแดนแห่งความงดงามที่แต่งแต้มเติมเต็มด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่วางสลับเรียงรายดูแปลกตายิ่งนัก หากเปรียบเทียบกับทางอ่าวพังงาของประเทศไทย จะมีลักษณะคล้ายกัน แต่ที่อ่าวฮาลองจะกว้างกว่ามาก ในบริเวณเกาะใหญ่ๆ ที่หลบลมได้ก็มีชาวบ้านมาอาศัยทำประมงด้วย มีการเลี้ยงปลาในกระชังอยู่หลายๆ จุด

แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

  • ล่องเรืออ่าวฮาลอง
  • เกาะไก่ชน สัญลักษณ์ของฮาลองเบย์
  • เกาะกั๊ตบา
  • ถ้ำสวรรค์ ฮาลองเบย์ ( ถ้ำเด่าโก๋ (Dao Go)
  • ไนท์มาเก็ต ฮาลองเบย์

เกาะฟูก๊วก (Phu Quoc)

2 Aug

ตั้งอยู่ในบริเวณอ่าวไทย อยู่ทางใต้ของเวียดนาม และกัมพูชา มันเป็นเกาะขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของเวียดนามซึ่งมีความยาว 48 กม.และกว้าง 28 กม. ซึ่งพื้นที่เกาะจะอยู่เยื้องไปทางกัมพูชามากกว่า เวียดนาม เกาะPhu Quoc มีรูปร่างเป็นเหมือนสามเหลี่ยม และทางด้านตะวันตกจะมีหาดยาว ซึ่งเป็นหาดที่ยาวที่สุดของเกาะ ซึ่งที่พักส่วนใหญ่ในเกาะ Phu Quoc อยู่กันตลอดแนวหาดแห่งนี้ ซึ่งที่พักในเกาะแห่งนี้แม้ว่าเมื่อสองสามปีก่อน Phu Quoc จะเป็นที่รู้จักกันในเรื่องของน้ำปลา แต่ในวันนี้ เกาะทางตอนใต้แห่งนี้กำลังกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยว

ย้อนกลับใปในช่วงยุคอณานิคม ของฝรั่งเศส และสงครามด้วยกับอเมริกา เกาะPhu Quoc  เคยถูกใช้เป็นที่กักขังนักโทษ  ซึ่งในวันนี้เรายังคงสามารถเห็นร่องรอย อันแสดงถึงสภาพอันเลวร้ายของนักโทษ  หลังจากสงครามเวียดนาม ในปี 1975 เกาะแห่งนี้ได้เคยถูกใช้เป็นค่ายการศึกษาสำหรับผู้ที่กลับเข้าเรียนใหม่เกือบครึ่งของเกาะที่ยังคงสภาพสวยงามตามธรรมชาติ เกาะ Phu Quoc ถูกปกคลุมด้วยป่า และชายหาดที่ถูกทิ้งล้าง จนได้สร้างสภาพแวดล้อมอันน่าหลงใหล มันได้สร้างมุมมองที่สวยงามด้วยการหลอมรวม เอาน้ำทะเลสีน้ำเงิน,หาดทราย และ ทิวทัศน์ที่สวยงามเข้าไว้ด้วยกัน

เวลาที่มาเยี่ยมชมเกาะแห่งนี้อย่าพลาดโอกาสที่จะมองดูพระอาทิตย์ยามพระอาทิตย์ค่อยๆเคลื่อนคล้อยต่ำลงไปจากชายหาด หาดที่มีชื่อเสียงของเกาะแห่งนี้ ซึ่งเป็นหาดที่แยกตัวออกจาก หาดยาว คือ หาด Bai Dan และ หาด Bai Sao.  ซึ่งหาดทั้งสองอยู่ห่างจากชายหาดที่เป็นพื้นที่ปลูกพริกไทย,ป่าฝนเขตร้อน,และ แม่น้ำ Suoi Da Ban ซึ่งมีน้ำตกอันสวยงาม

จะเดินทางไปที่นั่นได้อย่างไร

เกาะ Phu Quoc  เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของเวียดนาม ซึ่งเราสามารถเดินทางไปได้ทั้งทางเรือและทางเครื่องบิน   ซึ่งหากเลือกทางอากาศแล้วเราจะใช้เวลาน้อยกว่า 1 ชั่วโมง จาก โฮจิมินต์ สายการบินเวียดนามเปิดเส้นทางบิน 4 เที่ยวทุกวันๆ ซึ่งเราสามารถเดินทางจากสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงของเวียดนามก็ได้เช่นกัน

แต่ถ้าหากคุณเลือกที่จะเดินทางทางน้ำแล้วละก็คุณจะต้องไปตั้งต้นกันที่ Rach Gia มันจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง และขอแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเดินทางโดยเรือโดยสารในช่วงฤดูฝน